‘ส่งต่อความฝันจากรุ่นสู่รุ่น’: ซิโมเอส ชี้ โปรตุเกส 2026 สมบูรณ์แบบ พร้อมลุยศึกโลกโดยมี โรนัลโด้ เป็นตัวตัดสิน

ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโปรตุเกส มีเพียงไม่กี่ชื่อที่จะเรียกเสียงสะท้อนแห่งความภาคภูมิใจได้มากเท่ากับทัพ “Os Magriços” (ออส มากรีซุส) ขุนพลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานอัศวินทั้ง 12 ผู้ปกป้องเกียรติยศของชาติบนแผ่นดินอังกฤษ พวกเขาคือทีมที่คว้าอันดับ 3 ในศึกฟุตบอลโลกปี 1966 ซึ่งยังคงเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติโปรตุเกสมาจนถึงทุกวันนี้ และสิ่งที่ยังคงยืนหยัดเคียงคู่กับมรดกของทีมชุดนั้น คือพลังแห่ง “ความฝัน”

60 ปีผ่านไป อันโตนิโอ ซิโมเอส ยังคงเก็บความทรงจำของฟุตบอลโลกครั้งนั้นไว้แนบหัวใจ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกอายุน้อยที่สุดของทีมที่พาโปรตุเกสประกาศศักดาบนเวทีลูกหนังระดับโลก เขายังคงรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งกับเรื่องราวในแคมเปญประวัติศาสตร์นั้น

ซิโมเอสได้เปิดใจกับ FIFA สะท้อนถึงอิทธิพลของบุคคลระดับตำนานอย่าง ยูเซบิโอ, ออตโต้ กลอเรีย และ มาริโอ โคลูน่า พร้อมกับส่งต่อความหวังไปยังทีมเจเนอเรชันปัจจุบันที่กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2026

“ทีมชุดปี 1966 ทำให้โปรตุเกสเป็นที่รู้จักบนแผนที่โลก ผมไม่สงสัยในเรื่องนี้เลย” ซิโมเอสกล่าว “ตอนนั้นโปรตุเกสเป็นเพียงชาติเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามในโลกฟุตบอล แต่เราสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการรวมใจนักเตะผิวขาวและผิวดำให้เป็นหนึ่งเดียวกันในทีมได้อย่างพิเศษสุด”

ประสบการณ์ล้ำค่า และบทเรียนแห่งความสามัคคี

ซิโมเอสคุ้นเคยกับเวทีใหญ่มาตั้งแต่ก่อนไปลุยฟุตบอลโลก ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (สถิติที่ยังคงอยู่มาจนถึงยุค แชมเปี้ยนส์ลีก) ด้วยวัยเพียง 18 ปี 139 วัน ในวันที่ เบนฟิก้า เอาชนะ เรอัล มาดริด ในนัดชิงชนะเลิศปี 1961-62 “สิ่งนั้นเตรียมความพร้อมให้ผมสำหรับเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือ ฟุตบอลโลก” เขารำลึกความหลัง

ในแคมป์ทีมชาติ เขาได้เรียนรู้บทเรียนล้ำค่าเกี่ยวกับความสามัคคีจากรุ่นพี่ โดยเฉพาะกัปตันทีมอย่าง มาริโอ โคลูน่า “มีผู้นำไม่กี่คนที่ทำให้ผมประทับใจได้เท่าเขา” ซิโมเอสเล่า “เขาพูดน้อย แต่แสดงออกผ่านการกระทำ เขามีทั้งความน่าเกรงขามและความน่าเคารพเหมือนกับพี่ชายคนโต”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมเริ่มเชื่อมั่นว่าพวกเขาทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ คือชัยชนะเหนือ บราซิล ของเปเล่ ในรอบแบ่งกลุ่ม บราซิลมาในฐานะแชมป์เก่า แต่โปรตุเกสกลับเอาชนะไปได้ 3-1 โดยซิโมเอสเป็นผู้ทำประตูเบิกร่อง “ความรู้สึกที่ทำประตูใส่บราซิลในฟุตบอลโลกมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้เลย หลังจบเกม โค้ชออตโต้ กลอเรีย บอกกับเราในห้องแต่งตัวว่า ‘ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเราจะไปให้สุดทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้'”

วีรกรรมของ ออตโต้ กลอเรีย ยังมีเรื่องชวนอมยิ้ม ในรอบก่อนรองชนะเลิศที่ตามหลัง เกาหลีเหนือ 3-2 ในครึ่งแรก โค้ชเดินเข้ามาตะคอกว่า “พวกนายชนะบราซิลมาได้ แต่กำลังจะแพ้ทีมนี้เนี่ยนะ? ถ้าแพ้ ฉันจะไม่กลับโปรตุเกสไปพร้อมกับพวกนายแน่!” ก่อนที่โปรตุเกสจะพลิกนรกกลับมาชนะ 5-3 แต่เรื่องตลกคือหลังจบเกมที่เมืองลิเวอร์พูล ทีมรถบัสของโปรตุเกสออกเดินทางกลับโรงแรมโดยลืมโค้ชกลอเรียทิ้งไว้ที่สนามกูดิสัน พาร์ค เพราะมัวแต่ให้สัมภาษณ์นักข่าว จนโค้ชต้องตามมาทีหลังพร้อมบ่นอุบว่า “ชนะแค่นัดเดียว พวกนายก็ลืมโค้ชซะแล้วเหรอ?”

ความทรงจำที่ทั้งสุขและเศร้า

เส้นทางของพวกเขาต้องจบลงในรอบรองชนะเลิศด้วยการพ่ายแพ้ต่อเจ้าภาพอย่างอังกฤษ 2-1 ก่อนจะคว้าอันดับ 3 ด้วยการชนะสหภาพโซเวียต “มันมีความรู้สึกขมขื่นปนอยู่ เพราะเราอยากไปถึงนัดชิงฯ แต่เราก็จากมาด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่เราได้ทำให้โปรตุเกสเป็นที่รู้จัก”

เมื่อพูดถึงความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุด ซิโมเอสไม่อาจกลั้นอารมณ์ไว้ได้เมื่อนึกถึงมิตรภาพ 14 ปีบนผืนหญ้ากับ ยูเซบิโอ ตำนานเสือดำแห่งโมซัมบิก “ยูเซบิโอมีความฉลาดทางอารมณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก เขาคือหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ เขาเคยบอกว่าผมเป็นน้องชายผิวขาวของเขา… ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ผมรู้สึกว่าเขาจากไป เขาอยู่กับผมเสมอ”

โปรตุเกส 2026: ความหวังที่สมบูรณ์แบบ

ในวัย 82 ปี ซิโมเอส ซึ่งยังคงเป็น “เด็กน้อย” ของทีมชุด 1966 เสมอ เชื่อมั่นว่าโปรตุเกสชุดปัจจุบันมีเหตุผลทุกประการที่จะก้าวไปถึงฝันในฟุตบอลโลก 2026 โดยเขาได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

“เขาเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ และนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาในการคว้าแชมป์โลก เขายังคงสามารถตัดสินเกมในพื้นที่สุดท้ายได้ หากเขายังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ปากประตู”

“เจเนอเรชันนี้มีครบทุกอย่าง” เขากล่าวปิดท้ายอย่างทรงพลัง “พวกเขามีแนวรับที่แข็งแกร่ง มีตัวจบสกอร์ในแดนหน้า และมีมันสมองคอยขับเคลื่อนเกมในแดนกลาง ถ้าทีมไม่มีมันสมองคอยคิดเกม มันก็ยากที่จะไปได้ไกล ซึ่งโปรตุเกสมีสิ่งนั้น… แต่โปรตุเกสต้องไม่สูญเสียความภาคภูมิใจและความสามัคคี ผมหวังว่าผู้เล่นทุกคนจะก้าวลงสนามด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ และเข้าใจว่าความถ่อมตัวไม่ใช่การยอมจำนน แต่คือหนทางสู่ความรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง”