‘ความเจ็บปวดในอดีต คือแรงผลักดันสู่อนาคต’: โฟลเรียน เวิร์ตซ์ กับภารกิจนำทัพอินทรีเหล็กลุยฟุตบอลโลก
โฟลเรียน เวิร์ตซ์ กำลังกลับมาอยู่ในจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกครั้ง และมันเกิดขึ้นในจังหวะที่ลงตัวพอดิบพอดีกับศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น
ย้อนกลับไปในช่วงเบรกทีมชาติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดาวเตะวัย 23 ปี โชว์ฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซในเกมที่พลิกนรกเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 4-3 ด้วยการเหมาสองประตูสุดสวยและทำอีกสองแอสซิสต์ ตอกย้ำให้เห็นว่าทำไมเขาถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในแผนการทำทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์
“มันเป็นค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมของผม แต่ที่สำคัญกว่าคือมันเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จของทีม” เวิร์ตซ์ เล่าด้วยรอยยิ้ม “ก่อนเกม พี่ชายส่งข้อความมาบอกว่าผมจะยิงได้สองลูก ผมตอบไปว่า ‘แน่นอน’ แต่ลึกๆ ก็ไม่ได้เชื่อหรอกนะ พอทำได้จริงๆ มันเลยเป็นอะไรที่วิเศษมาก”
ก้าวข้ามอุปสรรค สู่การเฉิดฉายที่แอนฟิลด์ ในระดับสโมสร เวิร์ตซ์สามารถก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งการปรับตัวที่ยากลำบากกับ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ เขาเริ่มโชว์ฟอร์มเก่งและเล่นด้วยความมั่นใจอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอลทั้งในเมอร์ซีย์ไซด์และในเยอรมนี
การต้องทนดูเพื่อนร่วมทีมชาติลงเล่นฟุตบอลโลกหนก่อนผ่านหน้าจอทีวีเพราะอาการบาดเจ็บ ทำให้เขากระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองในเวทีนี้มากกว่าใคร
“ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าฟุตบอลโลกอีกแล้ว มันคือสิ่งที่คุณเฝ้าฝันถึงในวัยเด็ก ถ้าผมได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ปีนี้ มันก็เหมือนฝันที่เป็นจริง ฟุตบอลโลกหนนี้มาในจังหวะที่ดีมาก เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเฉียบคมสุดๆ ผมแทบจะรอไม่ไหวแล้ว!”
ความทรงจำวัยเด็ก และความกดดันของ ‘แชมป์โลก 4 สมัย’ เวิร์ตซ์ เล่าว่าความทรงจำฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขาคือปี 2010 ที่ได้ดูบอลกับเพื่อนๆ ริมถนน และภาพความยิ่งใหญ่ของทัพอินทรีเหล็กชุดแชมป์โลกปี 2014 ที่เขานั่งดูร่วมกับครอบครัว คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากเจริญรอยตามตำนานรุ่นพี่
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายส่วนตัว เวิร์ตซ์ตอบอย่างหนักแน่นว่า “แน่นอน ผมอยากพาทีมเข้าชิงและคว้าแชมป์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากเป็นแบบอย่างในการเล่นและคอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีม ผมหวังว่าจะนำพลังงานมาสู่ทีม สร้างจุดเปลี่ยน และพาทีมไปให้ไกลที่สุด”
เยอรมนีมักจะแบกความคาดหวังสูงเสมอในฐานะแชมป์โลก 4 สมัย แต่ผลงานในช่วงหลังกลับไม่ค่อยสู้ดีนัก ซึ่งเวิร์ตซ์มองว่า นี่อาจเป็น ‘ข้อได้เปรียบ’ ที่ซ่อนอยู่
“ทีมเต็งแชมป์มักจะโดนจับตามองและกดดันอย่างหนัก จากสิ่งที่เราเจอในช่วงหลายปีหลัง ทำให้เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องดีที่เราไม่ต้องแบกรับความกดดันที่มากเกินไป และทำให้เราสามารถเล่นด้วยความรู้สึกที่อิสระมากขึ้น”
ความเชื่อใจจาก ‘นาเกลส์มันน์’ ภายใต้การคุมทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เวิร์ตซ์ได้รับอิสระในการสร้างสรรค์เกมบนผืนหญ้าอย่างเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับสไตล์การเล่นที่เขาถนัด
“เขาพยายามจัดให้ผมอยู่ในตำแหน่งที่ดีเสมอ ให้สิทธิ์ผมในการเคลื่อนที่อย่างอิสระ และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผม” เวิร์ตซ์ อธิบาย “จุดแข็งของผมคือการหาพื้นที่ว่าง สร้างอันตรายด้วยลูกจ่ายทะลุช่อง หรือการดวลเดี่ยวกับคู่แข่ง คำแนะนำของโค้ชช่วยผมได้มากจริงๆ”
จากเด็กหนุ่มที่ต้องมองดูความฝันหลุดลอยไปเพราะอาการบาดเจ็บ วันนี้ โฟลเรียน เวิร์ตซ์ พร้อมแล้วที่จะสยายปีกบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตัวเองและทีมชาติเยอรมนี