หัวใจที่ไม่อาจหยุดเต้นเพื่อชาติ: การกลับมาของ ‘หลุยส์ ซัวเรซ’ สู่ทัพจอมโหด

ฟุตบอล… บางครั้งก็เป็นมากกว่าอาชีพ แต่มันคือลมหายใจและสัญชาตญาณ สำหรับนักเตะบางคน แม้กาลเวลาจะล่วงเลย แต่ไฟแห่งการแข่งขันกลับไม่เคยมอดดับลง เช่นเดียวกับเรื่องราวล่าสุดของ ‘หลุยส์ ซัวเรซ’ ยอดดาวยิงระดับตำนาน

กว่า 18 เดือนที่แล้ว กองหน้าวัย 39 ปีรายนี้ได้กล่าวคำอำลาทีมชาติอุรุกวัย ปิดฉากเส้นทาง 17 ปีอันยาวนาน ท่ามกลางรอยร้าวและความขัดแย้งกับ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ผู้จัดการทีม ในตอนนั้นเขาเคยยอมรับว่ารู้สึก “เจ็บปวด” กับวัฒนธรรมในแคมป์ทีมชาติ และเตือนว่าความอดทนของนักเตะหลายคนกำลังจะถึงจุดเดือด

แต่เวลาเปลี่ยน หัวใจคนก็ตกตะกอน ซัวเรซ ผู้ครองสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติที่ 69 ประตูจาก 143 นัด ได้ออกมาประกาศตัวว่า เขากลับมาเปิดกว้างและพร้อมรับใช้ชาติอีกครั้งสำหรับศึกฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง

“ผมจะไม่มีวันปฏิเสธทีมชาติหากพวกเขาต้องการผม โดยเฉพาะเมื่อฟุตบอลโลกกำลังใกล้เข้ามา” ซัวเรซเปิดใจกับสำนักข่าว EFE “ตอนนั้นผมก้าวถอยออกมาเพื่อเปิดทางให้เด็กรุ่นใหม่ ผมอาจจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป แต่ตอนนี้ผมได้ขอโทษผู้คนที่ผมสมควรต้องขอโทษเรียบร้อยแล้ว”

ปัจจุบัน ซัวเรซเพิ่งต่อสัญญากับ อินเตอร์ ไมอามี่ ออกไปอีก 1 ปี และทำไปแล้ว 2 ประตูจาก 8 นัดในฤดูกาลนี้ แม้ในวัยที่เข้าใกล้หลักสี่ แต่ใครที่เคยติดตามผลงานของเขา ไม่ว่าจะในสีเสื้อของลิเวอร์พูลหรือบาร์เซโลน่า ย่อมรู้ดีว่าแพสชั่นของชายคนนี้คือของจริง เขายังคงวิ่งไล่บอล ยอมหักไม่ยอมงอ และกระหายชัยชนะอยู่เสมอ

“ผมยังมีอะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน มีความปรารถนาที่จะเล่นต่อ” เขากล่าวถึงแรงผลักดันของตัวเอง “คุณจะรู้ตัวว่าคุณยังมีชีวิตชีวาอยู่ ก็ตอนที่คุณยังคงรู้สึกหงุดหงิดเวลาที่ทีมแพ้หรือจ่ายบอลพลาด และยังคงมีความสุขสุดเหวี่ยงทุกครั้งที่ทำประตูได้”

เส้นทางของซัวเรซกับทัพ “จอมโหด” เต็มไปด้วยเรื่องราวระดับมหากาพย์ ทั้งการคว้าแชมป์ โกปา อเมริกา 2011 พร้อมตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์, วีรกรรมใช้มือปัดบอลบนเส้นประตูในฟุตบอลโลก 2010 นัดพบกานาเพื่อเซฟทีม, การเหมาสองประตูดับอังกฤษในฟุตบอลโลก 2014 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์กัด จอร์โจ้ คิเอลลินี่ จนโดนแบนยาว

ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าจะด้านบวกหรือลบ ล้วนสะท้อนถึงอารมณ์ดิบเถื่อนและหัวใจของชายผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะของประเทศชาติ

วันนี้ ในแคมป์ทีมชาติอุรุกวัยยุคใหม่ที่มี ดาร์วิน นูนเญซ เป็นผู้นำในการถล่มประตู (13 ประตู) การกลับมาของซัวเรซอาจไม่ใช่ในฐานะตัวจริงที่ลงเล่นครบ 90 นาทีเหมือนวันวาน แต่มันคือการกลับมาของ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ”

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สำหรับชายที่ชื่อ หลุยส์ ซัวเรซ… ตราบใดที่ขายังวิ่งไหวและทีมชาติยังคงเรียกหา เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ธงชาติบนหน้าอกต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว