เส้นทางสู่ดาวดวงที่สอง: เจาะลึกแท็กติก ‘ตราไก่’ แชมป์โลก 2018 ยุคเดส์ชองส์
สองทศวรรษหลังจากคว้าแชมป์โลกครั้งแรกในบ้านเกิดเมื่อปี 1998 ทีมชาติฝรั่งเศสกลับมาผงาดชูถ้วย ฟีฟ่า เวิลด์คัพ สมัยที่สองบนแผ่นดินรัสเซียในปี 2018 ด้วยองค์ประกอบที่คุ้นเคย: เพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 ระดับมันสมอง, ปีกดาวรุ่งความเร็วสูง, กองหน้าที่ทำประตูไม่ได้เลยแต่สำคัญต่อทีมสุดๆ, แผงรับอันแข็งแกร่ง… และแน่นอน “ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์”
กุนซือผู้รู้ใจทัวร์นาเมนต์ เดส์ชองส์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นคนที่ 3 ของโลกที่คว้าแชมป์โลกได้ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม (ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล่ และ ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์)
แม้ตลอดการคุมทีมนานกว่าทศวรรษ เขาจะถูกวิจารณ์ว่าทำให้ทีมเล่นได้น่าอึดอัดในช่วงรอบแบ่งกลุ่ม หรือดึงศักยภาพเกมรุกออกมาได้ไม่สุดเมื่อเทียบกับขุมกำลังที่มี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ “เขาคือปรมาจารย์แห่งการเล่นทัวร์นาเมนต์” เขาพาทีมเข้าชิงทั้ง ยูโร 2016 และ ฟุตบอลโลก 2022 และที่สำคัญคือเขาสามารถจัดการปัญหาความแตกแยกในแคมป์ทีมชาติ (ที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งก่อนหน้านี้) ได้อย่างอยู่หมัด
แท็กติกที่เน้นความสมดุล (และบทบาทที่ถูกลืมของชิรูด์) ฝรั่งเศสเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยระบบ 4-3-3 โดยใช้ 3 ประสานแดนหน้าอย่าง อองตวน กรีซมันน์, คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ อุสมาน เดมเบเล่ แต่หลังจบเกมนัดแรกที่เฉือนชนะออสเตรเลียแบบหืดจับ เดส์ชองส์ตัดสินใจเปลี่ยนแผน ส่ง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ลงมาเป็นกองหน้าตัวเป้า และใช้ระบบนี้ไปจนจบรายการ
ชิรูด์อาจไม่ได้ยิงแม้แต่ประตูเดียวตลอด 6 นัดที่ลงเป็นตัวจริง แต่หน้าที่ของเขาคือการชนกับเซ็นเตอร์แบ็กคู่แข่ง พักบอล และดึงเพื่อนร่วมทีมเข้าสู่เกม ซึ่งเขาทำได้อย่างไร้ที่ติ
ขณะที่ เอ็มบัปเป้ ยืนทำเกมทางฝั่งขวา เพื่อรักษาสมดุล เดส์ชองส์จึงเลือกใช้มิดฟิลด์ตัวรับอย่าง แบลส มาตุยดี้ ไปยืนทางกราบซ้าย ขยับเข้ามาเล่นร่วมกับ ปอล ป็อกบา (ที่เล่นอย่างมีวินัยสุดๆ ในทัวร์นาเมนต์นี้) และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์พลังม้าผู้ปิดทองหลังพระ แผงแบ็กโฟร์ของทีม (ปาวาร์, วาราน, อุมติตี้, เอร์นานเดซ) ถือว่าเหนียวแน่นที่สุดในทัวร์นาเมนต์ และยังมีส่วนร่วมกับการทำประตูและแอสซิสต์ในรอบน็อกเอาต์อีกด้วย
วินาทีเปลี่ยนโลกของ ‘เอ็มบัปเป้’ ในวัยเพียง 19 ปี เอ็มบัปเป้ทำไปถึง 4 ประตู (รวมถึง 1 ลูกในนัดชิง) แต่ช็อตที่ติดตาแฟนบอลมากที่สุดคือ จังหวะที่เขากระชากบอลจากแดนตัวเองทะลุแผงมิดฟิลด์อาร์เจนตินา ก่อนจะถูกทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ (ในเกมที่ชนะ 4-3) การสปรินต์ครั้งนั้นเขาวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 32.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่านี่คือว่าที่ซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของโลกคนต่อไป
มันสมองเบื้องหลังความสำเร็จ: อองตวน กรีซมันน์ แม้เอ็มบัปเป้จะขโมยซีนไปไม่น้อย แต่ผู้เล่นที่ดีที่สุดของฝรั่งเศสชุดนี้คือ อองตวน กรีซมันน์ (คว้ารางวัล Bronze Ball หรือนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์)
กรีซมันน์ในบทบาทหมายเลข 10 ทำหน้าที่เชื่อมเกม วิ่งสอดทะลุช่อง และเปิดบอลจากลูกตั้งเตะได้อย่างแม่นยำ สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากแนวรุกยุคเดียวกันคือ “ความรับผิดชอบในเกมรับ” เขาขยันลงมาซ้อนพื้นที่ว่างเมื่อเอ็มบัปเป้ดันขึ้นสูง ทำให้ทีมรักษาสมดุลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นัดชิงชนะเลิศสุดดราม่า เกมรอบชิงที่เอาชนะ โครเอเชีย 4-2 กลายเป็นนัดชิงที่มีการทำประตูมากที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1950 แม้โครเอเชียจะโชว์สปิริตนักสู้ผ่านมาถึงรอบชิงได้ แต่การต้องเล่นต่อเวลาพิเศษมา 3 นัดติดในรอบน็อกเอาต์ ทำให้สภาพร่างกายของพวกเขาเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
ในทัวร์นาเมนต์นี้ ฝรั่งเศสคว้าชัยชนะในรอบน็อกเอาต์ทั้ง 4 นัดโดยไม่ต้องพึ่งการต่อเวลาพิเศษเลย พวกเขามีเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุด แดนกลางที่ดีที่สุด และเป็นทีมเดียวที่มีแนวรุกระดับโลกถึง 2 คนอยู่ในทีม แม้ฝรั่งเศสชุดปี 2018 อาจไม่ใช่ทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามตื่นตาตื่นใจที่สุด แต่ในแง่ของผลลัพธ์และความสมบูรณ์แบบ… นี่คือหนึ่งในแชมป์โลกที่คู่ควรและไร้ข้อกังขาที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสมัยใหม่