ภาพลวงตาของวีซ่าลูกหนัง: สหรัฐฯ ยกเลิกเก็บเงินประกัน 15,000 ดอลลาร์ แต่แฟนบอล(อาจ)ยังเข้าไม่ได้?
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกด้วยการประกาศยกเว้น “การวางเงินประกันวีซ่า” (Visa Bond) สำหรับผู้เข้าร่วมและแฟนบอลที่มีตั๋วเข้าชมศึกฟุตบอลโลก 2026 ในช่วงซัมเมอร์นี้
พาดหัวข่าวจากสื่อใหญ่ระดับโลกอย่าง BBC หรือ ESPN ต่างตีข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า “สหรัฐฯ ยกเลิกเก็บเงินมัดจำวีซ่า 15,000 ดอลลาร์สำหรับแฟนบอลต่างชาติแล้ว” แต่ในความเป็นจริง ภายใต้ฉากหน้าอันสวยหรูนี้ นโยบายดังกล่าวกลับมีเงื่อนไขซับซ้อนและอาจไม่ได้ช่วยเหลือแฟนบอลได้อย่างที่คิด
‘Visa Bond’ คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา? ย้อนกลับไป ภายใต้นโยบายของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ พลเมืองจาก 50 ประเทศจะต้องวางเงินประกันมูลค่า 5,000, 10,000 หรือ 15,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 – 5.5 แสนบาท) ต่อคน เพื่อขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเงินจำนวนนี้คือข้อเรียกร้องที่หนักหนามากสำหรับคนทั่วไป
ในจำนวน 50 ประเทศนี้ มี 5 ชาติที่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ได้แก่ แอลจีเรีย, เคปเวิร์ด, เซเนกัล, ไอวอรี่โคสต์ และ ตูนิเซีย… ลองจินตนาการดูว่า เคปเวิร์ด ชาติเล็กๆ ที่เพิ่งได้ไปฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แฟนบอลของพวกเขาอาจต้องจ่ายเงินมัดจำมหาศาลเพียงเพื่อไปเชียร์ชาติของตัวเอง แน่นอนว่านี่คือฝันร้ายของฟีฟ่า (FIFA) อย่างแท้จริง
ฟีฟ่าวิ่งเต้น จนเกิดการ ‘ยกเว้น’ เพื่อป้องกันความอับอายระดับโลก ฟีฟ่าได้พยายามล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐฯ อย่างหนัก จนในที่สุด โมรา นัมดาร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ออกแถลงการณ์ยกเว้นเงินประกันวีซ่าให้กับ “ผู้เล่น โค้ช ทีมงาน และครอบครัวสายตรง” เป็นที่เรียบร้อย
จุดบอดใหญ่: แล้ว ‘แฟนบอล’ ล่ะ? แถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลจะยกเว้นเงินประกันให้แฟนบอลด้วย “แต่” ต้องเป็นแฟนบอลที่ “ซื้อตั๋วฟุตบอลโลก และลงทะเบียนระบบ FIFA PASS เรียบร้อยแล้ว ภายในวันที่ 15 เมษายน 2026”
ตรงนี้แหละครับคือปัญหา!
- เส้นตายที่โหดร้าย: ก่อนวันที่ 15 เมษายน แฟนบอลจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ส่วนใหญ่ ไม่กล้าซื้อตั๋ว เพราะพวกเขาเชื่อว่ายังไงก็ต้องจ่ายเงินค่ามัดจำวีซ่า 15,000 ดอลลาร์อยู่ดี
- หมดสิทธิ์ซื้อเพิ่ม: ใครที่เพิ่งทราบข่าวการยกเว้นมัดจำในวันนี้ แล้วคิดจะไปซื้อตั๋วเพื่อขอวีซ่า ก็ไม่ทันแล้ว เพราะเลยกำหนดวันที่ 15 เมษายนมาแล้ว
- คำสั่งห้ามเดินทาง (Travel Ban): ที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือ พลเมืองจาก เซเนกัล และ ไอวอรี่โคสต์ ยังคงติดอยู่ในรายชื่อประเทศที่โดนแบนห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ จากคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนธันวาคม! (ซึ่งรวมถึง อิหร่าน และ เฮติ ที่ได้ไปบอลโลกเช่นกัน)
ฟุตบอลโลกเพื่อทุกคน… จริงหรือ? แม้ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า จะโพสต์อินสตาแกรมขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสุดซึ้ง แต่เขาจงใจละเลยที่จะพูดถึงเงื่อนไข “เส้นตาย 15 เมษายน” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสิทธิ์แฟนบอลนับหมื่นคน
ย้อนกลับไปในปี 2017 อินฟานติโน่ เคยลั่นวาจาไว้ว่า “ถ้ามีทีมไหน หรือแฟนบอลชาติไหนที่เข้ารอบฟุตบอลโลกแล้วเข้าประเทศเจ้าภาพไม่ได้ ฟุตบอลโลกครั้งนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น” คำกล่าวอ้างอันสวยหรูที่ว่า “อเมริกาจะต้อนรับคนทั้งโลก ใครที่อยากมาสนุกและเฉลิมฉลองก็สามารถมาได้” ในวันนี้อาจกำลังถูกท้าทายด้วยกำแพงนโยบายของรัฐบาลที่มองไม่เห็น และแฟนบอลตัวจริงหลายคนอาจทำได้แค่เชียร์ทีมรักผ่านหน้าจอทีวีอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองเท่านั้น